head-bannongjok-min
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนบ้านหนองจอก(จิตติ-บุญศรี)
วันที่ 10 สิงหาคม 2022 7:03 AM
head-bannongjok-min
โรงเรียนบ้านหนองจอก(จิตติ-บุญศรี)
หน้าหลัก » นานาสาระ » รู้หน้าไม่รู้ใจ

รู้หน้าไม่รู้ใจ

อัพเดทวันที่ 21 มกราคม 2021

รู้หน้าไม่รู้ใจ

รู้หน้าไม่รู้ใจ

รู้หน้าไม่รู้ใจ มนุษย์ทุกคนไม่มีใครขาวสะอาดหรือมืดสนิท มนุษย์มีด้านสีเทาอยู่เสมอไม่ว่าจะไปไหนมาไหน อยู่ที่ว่าในความสีเทานั้นมีด้านไหนมากกว่ากัน ฉะนั้นอย่ามองใครเพียงด้านเดียว ตราบใดที่เหรียญยังมีสองด้าน แล้วนับประสาอะไรว่าจิตใจของคนจะไม่น่ากลัว ซึ่งมนุษย์ทุกคนมีด้านสว่างและด้านมืดมน อย่ามองใครเพียงด้านสว่างเพียงด้านเดียว เพราะสมัยนี้มนุษย์ต่อให้ดูสว่าง สวยหล่อสดใส รวยหรือจน มีชื่อเสียงโด่งดังหรือเป็นคนธรรมดาเดินดิน แต่ไม่มีอะไรการันตีว่า

คนที่หน้าตาดี กับคนที่หน้าตาไม่ดี ไม่ได้วัดว่าเขาคนนั้น…จะเป็นคนดีหรือเป็นคนชั่ว

บางคนเหมือนจะดูมีหน้าตาในสังคม ก็ชั่วได้ บางคนที่ดูเหมือนคนหยาบกระด้าง ก็เป็นคนดีได้ แต่บางคนที่ดีและเลวอาจจะสมตัวกับรูปลักษณ์ภายนอก แต่อย่าลืมว่ามนุษย์สมัยนี้ “รู้หน้าไม่รู้ใจ”

จึงเป็นเรื่องราวที่ผู้เขียนจะเล่าเรื่องราวเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นอุทาหรณ์ สอนใจคนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยก็ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกหลานตัวเอง แต่ก็ควรเพิ่มภูมิคุ้มกันตนเองในการป้องกันคนอื่นบ้าง เรื่องมีอยู่ว่า ผู้เขียนอยู่ในสมัยเรียน ผู้เขียนได้มีเพื่อนที่อยู่คนละกลุ่ม แต่มันนับถือผู้เขียนเหมือนเพื่อนสนิทคนหนึ่ง มันชื่อมิ้ม ซึ่งมันก็เป็นลูกทหาร มันก็เป็นคนตลกเฮฮาดี เพื่อนเข้าหามันตลอด เห็นหน้าเด๋อๆ ด๋าๆ ก็รู้สึกมีความสุขที่ได้เห็นความตลกของมัน เนื่องด้วยในห้องมีมิ๊มอยู่สองคน และสองมิ้มก็เป็นลูกทหารทั้งคู่ แต่มิ้มอีกคนเหมือนเพื่อนไม่อยากเอาเข้ากลุ่มด้วยสักเท่าไหร่ เนื่องด้วยประวัติต่างๆ ที่ไม่ดี ทำให้เพื่อนดูไม่ชอบ และเป็นที่มาของคำว่า “รู้หน้าไม่รู้ใจอีกด้วย”

ขอเรียกเธอว่ามิ้มสองละกัน ผู้เขียนจะสนิทกับมิ้มหนึ่งมากกว่า เพราะมิ้มสองวันๆ เอาแต่ รักสวยรักงาม มากเกินไป ทั้งที่เธอเองก็สวยอยู่แล้ว จึงเป็นเหตุที่มิ้มสองมักจะไม่มีใครชอบหน้าเธอสักเท่าไหร่

วันหนึ่งเพื่อนในห้องอีกคนชื่อฝัน เธอบ่นกับเพื่อนในห้องว่ากระเป๋าเงินหาย มีใครเห็นบ้าง แล้วตอนนั้นผู้เขียนงีบหลับในห้องจึงไม่รู้เหตุการณ์อะไรเลยว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนในห้องผิดสังเกตว่าพักหลังๆ มิ้มสองจะดูมีไอเทมความงาม เช่น สกินแคร์ราคาแพงๆ แม้กระทั่งเครื่องสำอางระดับเคาท์เตอร์แบรนด์ในกระเป๋าอยู่เป็นประจำ จนเพื่อนในห้องสงสัยว่าทำไมถึงซื้อของแพงได้ ทั้งที่พ่อตัวเองเป็นทหารระดับนายร้อย แต่เงินจะสูงขนาดให้ลูกตัวเองเป็นหมื่นๆ เพื่อซื้อของเหล่านี้ได้ด้วยหรือ? จึงเป็นข้อสงสัยว่าตกลงเอาเงินมาจากไหน บวกกับมีเพื่อนต่างห้องบอกว่ามีคนในห้องนี้ขโมยเครื่องสำอาง ซึ่งร้านเพื่อนที่อยู่ต่างห้อง ค่อนข้างเป็นเกรดนำเข้าทั้งสิ้น จึงสงสัยว่าตกลงใครเอาเงินฝันไป

ในห้องไม่มีใครสงสัยมิ้มสองเลย เพราะว่ามิ้มสองเอาแต่สวยไปวันๆ เรื่องเรียนยังไม่สนใจเลยแล้วเรื่องชาวบ้านจะไปสนใจอะไร เธอก็ไม่ทุกข์ร้อนอะไร อีกอย่างไม่ได้ใส่ใจเรื่องชาวบ้านเหมือนที่ฝันเดือดร้อน

เรื่องแดงขึ้นเมื่อเพื่อนต่างห้องบอกว่ามีคนชื่อมิ้มขโมยของที่ร้านของเขา เครื่องสำอางแบรนด์นำเข้าจากเกาหลีหลายตัวหายไปจากร้าน ตอนนี้ดำเนินการลงบันทึกประจำวันที่โรงพักแล้ว ซึ่งทุกคนสงสัยว่ามิ้มไหน เพราะในห้องเรียนมีสองมิ้ม มิ้มหนึ่งบอกว่าไม่ได้เป็นคนขโมย ระบุให้ชัดๆ ว่ามิ้มไหนขโมย อย่ามากล่าวหา พ่อเธอเป็นนายทหารพระธรรมนูญ สามารถเอาเรื่องดำเนินการทางกฎหมายได้ แล้วจะไปที่โรงพักด้วย

จนเพื่อนต่างห้องคนนั้นยื่นคลิปจากกล้องวงจรปิดให้มิ้มหนึ่งดู ปรากฏว่าในคลิปนั้นเป็นมิ้มสอง ไม่ใช่มิ้มหนึ่ง ซึ่งทุกคนอึ้ง แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่ชอบ พูดเสริมไปว่ามิ้มสองเสพติดความสวยจนไม่สนใจเรียน วันๆ เอาแต่แต่งหน้า ขนาดครูเตือนแล้วยังไม่สนใจเรียนเลย แล้วการเรียนตกกว่าใครในสายชั้นด้วย

วันรุ่งขึ้น…ผู้เขียนทักทายมิ้มหนึ่งตามปกติ แต่ก็พูดคุยกับมิ้มสองเรื่องครูสั่งให้ช่วยดูเรื่องงานส่งของมิ้มสอง เพราะมิ้มสองมีปัญหาเรื่องติดศูนย์หลายวิชา มิ้มหนึ่งดึงมือผู้เขียนว่าไปหาอะไรกินกัน แล้วสีหน้ามิ้มหนึ่งดูไม่ค่อยดีจนมิ้มสองดูเลิ่กลั่กแปลกๆ ชอบกล จนกระทั่งแยกจากมิ้มสอง มิ้มหนึ่งบอกว่ามิ้มสองเป็นคนขโมยเงินฝันไป

แรกๆ ไม่เชื่อผู้เขียนสงสัยอยู่นาน เวลาถามว่าส่งงานยัง มิ้มสองจะบ่ายเบี่ยงตลอด จนเรื่องราวได้เปิดเผยว่า สิ่งที่สงสัยเป็นเรื่องจริง แล้วคราวนี้เอาเงินในกระเป๋าฝันไปอีก แล้วเพื่อนทั้งห้องจับได้คาหนังคาเขาว่า…

มิ้มสองขโมยเงินเพื่อไปซื้อครีมเปลี่ยนสีผิว แล้วจับได้ที่ห้องน้ำหญิง เพื่อนในห้องที่เป็นผู้ชายผิดสังเกต

เพื่อนในห้องโกรธมิ้มสองมากด้วยความไม่พอใจ แต่มิ้มหนึ่งน่าจะของขึ้นมากกว่า เพราะกว่าจะรู้ความจริงว่าเธอเป็นคนบริสุทธิ์ เธอถูกกล่าวหามานานว่าเป็นคนขโมยของในร้านเครื่องสำอางร้านนั้น มิ้มหนึ่งเครียดจนจะพึ่งบารมีพ่อให้ติดต่อทนายความเลย ณ ตอนนั้น มิ้มสองยกมือไหว้ขอร้องว่าอย่าให้เพื่อนทั้งห้องเกลียดเธอเลย

ที่เธอทำไปเพราะว่าเธอมีปัญหาเรื่องการเงิน เศรษฐกิจในบ้านไม่ค่อยดี ทำให้เธอต้องมาขโมยของ จนโดยเพื่อนในห้องสวนกลับว่า แน่ใจเหรอว่าจะไม่กลับไปทำแบบนั้นอีก รู้ไหมสิ่งที่ทำ จะทำให้อีกคนได้รับผลกระทบ มิ้มสองขอร้องอย่าให้ใครเกลียดเธอเลยได้ไหม เธออายมาก ผู้เขียนรู้สึกว่าจุกอก ไม่อยากเชื่อว่าเป็นลูกทหาร จะทำนิสัยลักขโมยได้ ยอมรับว่าผิดหวังกับเธอมาก เธอรับปากว่าเธอจะส่งงานให้หมด แต่เอาเวลาไปขโมยของเพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการ แล้วจะตอบคำถามกับครูที่โรงเรียนยังไงกัน ในเมื่อมิ้มสองทำแบบนี้ไปแล้ว

ตั้งแต่นั้นมามิ้มสองอยู่แบบไม่มีเพื่อน จนกระทั่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พอต่างคนต่างจบออกไป ทำให้ไม่มีใครพูดถึงมิ้มสองอีกเลย เนื่องด้วยรับไม่ได้กับเสพติดความสวยจนเกินไป มีเพียงมิ้มหนึ่งที่ยังติดต่อกันอยู่บ้าง

จะว่าไปมิ้มสองก็มีอาการเสพติดความงามพอสมควร…จึงเป็นเหตุที่ทำให้เธอทำแบบนี้ได้ ผู้เขียนไม่เคยรู้มาก่อน ไม่คิดด้วยซ้ำว่าเธอจะติดนิสัยลักขโมย แล้วเธอก็ได้รับผลกรรมจากสิ่งที่เธอทำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผลจากการลักขโมยไม่สร้างผลดีให้กับใคร ผู้เขียนหวังว่าบทเรียนที่เธอไม่มีเพื่อนเพราะนิสัยขโมย จะสอนเธอได้บ้างในอนาคต

 

นานาสาระ ล่าสุด
โรงเรียนบ้านหนองจอก(จิตติ-บุญศรี)
โรงเรียนบ้านหนองจอก(จิตติ-บุญศรี)
โรงเรียนบ้านหนองจอก(จิตติ-บุญศรี)
โรงเรียนบ้านหนองจอก(จิตติ-บุญศรี)