head-bannongjok-min
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนบ้านหนองจอก(จิตติ-บุญศรี)
วันที่ 19 มกราคม 2022 2:20 AM
head-bannongjok-min
โรงเรียนบ้านหนองจอก(จิตติ-บุญศรี)
หน้าหลัก » นานาสาระ » อาการผีเข้า หรือเพราะตราบาปที่อยู่ในใจ

อาการผีเข้า หรือเพราะตราบาปที่อยู่ในใจ

อัพเดทวันที่ 20 มกราคม 2021

อาการผีเข้า หรือเพราะตราบาปที่อยู่ในใจ

อาการผีเข้า

 

 

อาการผีเข้า หรือเพราะตราบาปที่อยู่ในใจ เรื่องเล่าที่จะเล่าในตอนนี้เป็นเรื่องเล่าที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องน่าขนลุกแต่อย่างใด เป็นเรื่องที่มาจากความทรงจำที่ผ่านมาของผู้เขียน ซึ่งเรื่องมันมีอยู่ว่า ผู้เขียนมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เธอมีชีวิตที่ลำบากมาก ทุกครั้งกลับจากโรงเรียนมักจะต้องเป็นเสาหลักของบ้านโดยการช่วยแม่ขายของ บ้านเขาจะพักที่แฟลตตำรวจ และเติบโตบนครอบครัวที่พ่อแม่ตบตีเขา แม้กระทั่งพ่อพาเมียน้อยมาตบแม่ของเขาอยู่หลายครั้ง เขามักจะมีเรื่องเก็บกดอยู่ตลอดเวลา

“แกหัดทำเองบ้างสิ พิการหรือไง? ”

ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าผู้เขียนดวงเฮงจัดหรือยังไงไม่ทราบ วันนั้นผู้เขียนทะเลาะกับเพื่อนคนนี้เพียงเพราะเขาเร้าหรือ จะให้ทำให้ฝ่ายเดียว แล้วด่าไปด้วยความหงุดหงิด จะอะไรนักหนา ความไม่ตั้งใจจนทำให้เพื่อนคนนี้ร้องไห้แล้วเดินจากไป ผู้เขียนตามไปง้อปรากฏว่าเพื่อนคนนี้หนีหายไปเสียแล้ว หายไปแบบออกจากห้องเรียนไปเลย

ทำให้ตอนนั้นรู้สึกผิดอยู่ในใจอย่างมากว่าทำอะไรลงไป…ตบปากตัวเองอยู่หลายครั้งว่าผิดเพราะตัวเอง

ตั้งแต่นั้นมาเพื่อนไม่ยอมมาเรียนเลย ต้องมานั่งตอบคำถามว่าทำไมไม่มา หายไปไหนทำไมไม่มาเรียนเลย โทรไปก็ไม่รับสายจนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้เขียนต้องจมกับความรู้สึกในใจมาตลอด แอบร้องไห้อยู่หลายครั้งกับสิ่งที่ตัวเองทำไปโดยขาดความสิ้นคิด จนวันหนึ่งเพื่อนในห้องอีกคนมาบอกกับผู้เขียนว่า

“รู้ตัวหรือเปล่าว่าแม่เพื่อนแกบอกว่าผีปอบเข้า”

“ทำไมไม่เคยรู้เรื่องนี้”

“ก็ไปทำพิธีไล่ผีนี่แหละ ถึงไม่มาเรียน”

ใจไม่ดีเลยเมื่อได้ทราบข่าว ในหัวตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ ผู้เขียนรีบโทรหาเพื่อนของผู้เขียนคนนั้น เพื่อนไม่รับสาย ปิดเครื่อง เลยรู้สึกใจไม่ดีเลย พอไปที่บ้านแฟลตตำรวจด้วยความเป็นห่วงว่าเขาจะเป็นยังไงบ้าง แต่สิ่งที่เห็นกับตาคือ ทั้งตัวมีแต่สายสิญจน์ มีหลวงพ่อหลายองค์คล้องคอเต็มไปหมด ดูสีหน้าเพื่อนเริ่มเหมือนคนสติหลุด ผู้เขียนอึ้งกับสภาพที่เห็นกับตาของตัวเอง

“อีฟ…เต้ยเขาผีปอบเข้า เพิ่งไปหาพ่อปู่ฤๅษีช่วยปัดเป่ามา”

ตอนนี้ในหัวมีแต่ความงุนงงว่ามันเป็นดวงปากพาซวยของผู้เขียนเอง หรือเป็นเพราะเคราะห์กรรมของเขาที่เจอ ผู้เขียนรู้สึกผิดมากเลยถามว่าเป็นไงบ้าง เพื่อนได้แต่มองหน้าเรายิ้มๆ ไม่พูดจาอะไร ในใจจุกมากแล้วไม่รู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นเพื่อนตัวเองหรือเปล่า เขาดูไม่มีสติสัมปชัญญะเลยตั้งแต่นั้นมา

“อย่ากลัวเต้ยเลยนะ เต้ยโอเคแล้ว”

คำว่าโอเคของเพื่อนคนนี้ มันจุกอยู่ในใจ ผลพวงความใจร้อนของตัวเองที่ทำให้เป็นแบบนี้ สุดท้ายทำให้เสียใจ ซึ่งไม่รู้ว่าที่เขาจิตใจไม่เข้มแข็งพอ เพราะบรรยากาศในบ้านเขาที่ไม่ดีหรือเพราะปากเรากันแน่

แถวบ้านเขามักจะพูดว่าบ้านนี้เลี้ยงผีบ้าง บ้านนี้ผัวเมียทะเลาะให้ลูกเห็นประจำลูกเลยเครียด บ้างก็บอกว่าผีตามเพื่อนของฉันมาจากไหนไม่รู้ บ้างก็พูดเรื่องสัมภเวสีผีเร่ร่อนต่างๆ นานาที่มาสร้างความเดือดร้อน

ทุกเสียงที่เป็นที่ร่ำลือในแฟลตตำรวจแห่งนี้มักให้น้ำหนักไปทางผีเสียหมด โทษอะไรๆ ก็ผีไปหมด

ผู้เขียนไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีสางสักเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกผิดในใจมีมากกว่า เพราะเพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนรักมาก แต่ทำลายไปเพราะปากตัวเอง ที่ทำให้เพื่อนเสียใจอยู่คราวนั้น แล้วไม่คิดจะเข้าใจด้วยซ้ำว่าความเปราะบางแต่ละคนไม่เท่ากัน ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะไม่กลับไปใช้อารมณ์ใส่ใครเลย เขาอาจจะมีชีวิตที่สดใสกว่าผู้เขียนก็ได้ในตอนนี้

จนวันหนึ่งหลังผ่านไปได้หลายปี ตั้งแต่จบมัธยมศึกษาตอนปลายก็ไม่มีข่าวคราวเพื่อนคนนี้อีกเลย จนได้โทรไปหาเพื่อนคนนี้อีกครั้ง น้ำเสียงดูสดใสกว่าตอนใส่สายสิญจน์ทั้งตัวเหมือนมัมมี่ในคราวนั้นมาก

“อีฟโอเคไหม ถ้าเต้ยดูเป็นคนไม่มีการศึกษาแล้ว เรายังเป็นเพื่อนเหมือนเดิมใช่ไหม”

ผู้เขียนตอบไม่ได้ ได้แต่จุกจนน้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว ผู้เขียนถามว่าเพื่อนเป็นไงบ้าง สบายดีไหมด้วยความเป็นห่วง เพื่อนบอกว่าสบายดี ตอนนี้ไม่ได้เรียนแล้ว ยังต้องไปหาหมออยู่ จนได้ทราบว่า

เพื่อนมีภาวะทางจิตเวชร่วมด้วย หาใช่เกี่ยวกับผีปอบเข้าสิง หรือผีสางอะไรบันดาลให้เป็นแบบนี้ไม่

เพราะเพื่อนในชีวิตของเขาก็มีแต่ผู้เขียน มีแค่นี้จริงๆ แต่บางครั้งคำพูดมันฆ่าคนได้ด้วยมือเปล่าจริงๆ บางทีความใจร้อนของเราทำให้เราไม่มีสติยั้งคิดว่าควรใจเย็นๆ ระมัดระวังในการใช้อารมณ์ ระวังในการตัดสินใจอะไรให้มากกว่านี้ แล้วมันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเรียกกลับมาได้ ถ้าเลือกได้จะไม่ใช้คำพูดรุนแรงกับใครเลย นี่แหละหนาในเมื่อมันเรียกคืนไม่ได้มันก็คือนรกที่อยู่ในใจนั่นเอง แม้จะคุยกันได้ปกติแต่ไม่สามารถกลับไปสู้หน้าอะไรได้แล้ว

คำขอโทษที่อยู่ในใจมันมีมากเหลือเกิน ถ้าหากได้เจอหน้ากันอีกครั้ง จะกลับไปขอโทษเพื่อนอีกครั้ง หวังว่าเธอจะกลับมาอภัยให้ผู้เขียนสักครั้ง อภัยให้กับคนใจร้อนวู่วามคนนี้อีกครั้งได้ไหม

ในใจของผู้เขียนคนนี้…ขอโทษดังมากเลยนะ ขอโทษอยู่ในใจตลอดเวลา

หวังว่าจะเป็นอุทาหรณ์ในการคบเพื่อนอย่างมีสติ ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว ใจร้อนฉุนเฉียวง่ายก็ควรควบคุมอารมณ์ให้เป็น อย่าเอะอะถึงขึ้นโวยวายใส่คนรอบข้างเลย เพราะทุกคนมีความเปราะบางในจิตใจ มีปัญหาส่วนตัวที่หนักหนาไม่เท่ากัน และความปวดร้าวในใจไม่เหมือนกับเรา อย่าไปใส่อารมณ์แบบนั้นเลย ดีไม่ดีอาจจะเสียเพื่อนเพราะตัวเองโดยไม่รู้ตัวก็ได้ แล้วถ้าย้อนคิดกลับไปก็แก้ไขอะไรไม่ได้อีกเลยถ้าหากมันสายไปแล้ว

เราไม่รู้หรอกว่าฟางเส้นสุดท้ายของคนจะขาดเมื่อไหร่ คนเรามีความอดทนขีดจำกัดหรือไม่ ถ้ามันขาดลงจริงๆ ผีสางหรืออะไรก็ตามที่เป็นสิ่งเร้นลับจะไม่มีน้ำหนักเลย เพราะมันอยู่ที่เหตุการณ์ สิ่งที่อัดอั้นตันใจของมนุษย์ล้วนๆ เลยล่ะ ฉะนั้นจะพลั้งปากอะไรลงไป เป็นสิ่งที่ควรระวัง อย่าลืมว่าคำพูดของเราก็คือฆาตกรได้เช่นกัน

 

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

นานาสาระ ล่าสุด
โรงเรียนบ้านหนองจอก(จิตติ-บุญศรี)
โรงเรียนบ้านหนองจอก(จิตติ-บุญศรี)
โรงเรียนบ้านหนองจอก(จิตติ-บุญศรี)
โรงเรียนบ้านหนองจอก(จิตติ-บุญศรี)